
บทสรุปผู้บริหาร
อุตสาหกรรมมวยไทยของประเทศไทยได้ขยายตัวสู่ระบบนิเวศธุรกิจมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท อยู่บนจุดตัดระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ฟิตเนส และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Ministry of Labor, 2025) โดยมีค่ายมวยที่จดทะเบียนแล้วมากกว่า 5,000 แห่ง และคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 6.5–8.0% จนถึงปี 2030 เจ้าของกิจการที่เตรียมความพร้อมสามารถสร้างผลตอบแทนระดับพรีเมียมได้ผ่านกระบวนการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ที่มีโครงสร้างชัดเจน การวิเคราะห์ดีลเปรียบเทียบมากกว่า 100 ดีล พบว่าการขายที่มีที่ปรึกษานำกระบวนการให้มูลค่ากิจการสูงกว่าการขายที่เจ้าของดำเนินการเอง 35–56% และทำให้การปิดดีลเร็วกว่าและมีความแน่นอนมากกว่า ช่วงมูลค่ากิจการยังมีการแบ่งชั้นอย่างชัดเจน คือ 2.5–3.5 เท่าของ AEBITDA สำหรับยิมขนาดเล็ก/ยิมราคาประหยัด 3.5–5.0 เท่าสำหรับผู้ประกอบการระดับกลาง และ 5.0–6.5 เท่าสำหรับเชนแบรนด์ในทำเลศักยภาพสูง (กรุงเทพฯ/ภูเก็ต) (JLL Thailand, 2025) กิจการที่ได้รับราคาพรีเมียมมักมีรายได้ค่าสมาชิกแบบต่อเนื่อง มีงบการเงินในระดับสถาบัน (QoE, TFRS) มีบุคลากรที่ได้รับการรับรอง มีทรัพย์สินทางปัญญา/สินทรัพย์ด้านแบรนด์ และมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบ CRM และระบบวางบิลอัตโนมัติ
กระบวนการซื้อขายธุรกิจมีความซับซ้อน โดยทั่วไปเป็นโปรแกรม 6 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน เนื่องจากมีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) เส้นทางการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รายละเอียดปลีกย่อยด้านสัญญาเช่า/ที่ดิน ความเสี่ยงด้านการรักษาครูมวยให้อยู่กับกิจการ และธรรมเนียมการทำบัญชีที่ไม่เป็นทางการของธุรกิจนี้ในอดีต Max Solutions ร่วมกับสำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี (ประสบการณ์มากกว่า 50 ปี) และทีมบัญชีภายใน ให้บริการดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมมูลค่ากิจการ การสร้างการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อ การออกแบบโครงสร้างให้สอดคล้องกฎระเบียบ ไปจนถึงการวางแผนภาษี เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินสุทธิที่ผู้ขายได้รับและยกระดับความมั่นใจในการปิดดีล.

บทนำ
มวยไทยได้พัฒนาจากศิลปะแห่งชาติไปสู่สินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ ขับเคลื่อนโดยการท่องเที่ยวเชิงกีฬา/สุขภาพที่กลับมาคึกคัก การใช้จ่ายด้านฟิตเนสในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการที่ภาครัฐผลักดันให้มวยไทยเป็น soft power ส่วนของตลาดที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบมีมูลค่าเกิน 100,000 ล้านบาทในปี 2024 ขณะที่การเติบโตของธุรกิจฟิตเนสโดยรวมเร่งตัวขึ้น (การจดทะเบียนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบปีต่อปี) อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีลักษณะกระจัดกระจายสูง ยังไม่มีผู้รวบรวมรายใหญ่ที่ครองตลาด จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการทำ roll-up โดยเชนในประเทศ แพลตฟอร์มฟิตเนสระดับภูมิภาค และผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Private Equity
สำหรับผู้ขาย สภาพแวดล้อมของประเทศไทยผสมผสานระหว่างอุปสงค์ที่แข็งแกร่งกับความซับซ้อนสูงในการดำเนินการ ดังนี้
- ด้านกฎระเบียบ: พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA) กำหนดเพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติไว้ที่ 49% หากไม่มีเส้นทาง BOI หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โครงสร้างการถือหุ้นที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องมักได้ราคาขายที่สูงกว่า
- ด้านการเงิน: การทำบัญชีแบบไม่เป็นทางการ/รับจ่ายเงินสดจำเป็นต้องมีการปรับให้เป็นมาตรฐาน (normalization) และจัดทำรายงานคุณภาพกำไร (QoE) เพื่อให้ได้ตัวคูณมูลค่ากิจการในระดับที่นักลงทุนสถาบันยอมรับ
- ด้านการปฏิบัติการ: มูลค่ากิจการขึ้นอยู่กับการรักษาครูมวยให้อยู่กับองค์กร ระยะเวลาสัญญาเช่าที่เหลือ (lease runway) และรายได้ประจำที่มีเอกสารยืนยันอย่างชัดเจน
- ด้านการพาณิชย์: ทำเลที่ตั้ง (กรุงเทพฯ/ภูเก็ต) มูลค่าแบรนด์ และความพร้อมด้านดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ได้ตัวคูณมูลค่าสูงสุด
เจ้าของกิจการที่ลงทุนเวลา 12–18 เดือนในการเตรียมความพร้อมก่อนขาย ดูแลสุขอนามัยทางการเงิน ระบบ CRM/การรับชำระเงิน การต่อสัญญาเช่า สัญญาจ้างครูมวย และการปฏิบัติตามกฎหมาย มักสามารถขยับผลลัพธ์ด้านมูลค่ากิจการจากระดับปานกลางไปสู่ควอไทล์บนได้อย่างต่อเนื่อง.
ภาพรวมด้านการประเมินมูลค่า
การประเมินมูลค่าในอุตสาหกรรมมวยไทยของไทยใช้วิธีการแบบอิงรายได้ (income-based methodologies) ได้แก่ ตัวคูณ EBITDA และตัวคูณรายได้ โดยมีความแตกต่างของมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญตามขนาดธุรกิจ ส่วนเพิ่มจากทำเล คุณภาพของรายได้ และความโปร่งใสในการดำเนินงาน ข้อมูลตลาดจากธุรกรรมมากกว่า 100 ดีล (ช่วงปี 2020–2024) แสดงให้เห็นการแบ่งระดับที่ชัดเจนดังนี้
ตารางที่ 1: ตัวคูณการประเมินมูลค่าบนฐานรายได้สำหรับธุรกิจมวยไทยในประเทศไทย (2025)

- สนามขนาดกลาง (Mid-Sized Arenas, รายได้ ฿10–50M): 3.5x–5.0x AEBITDA เป็นกิจการที่ดำเนินงานมั่นคง มีครูมวยประจำเต็มเวลา 2–5 คน และมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายได้แก่เชนฟิตเนสในประเทศและผู้ประกอบการที่รวบรวมกิจการในระดับภูมิภาค
- สนามขนาดใหญ่/เชน (Large Arenas/Chains, รายได้ > ฿50M): 5.0x–6.5x AEBITDA เป็นกิจการระดับสถาบันที่มีโปรแกรมฝึกซ้อมแบบเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้าน CRM ดิจิทัล และโมเดลรายได้ประจำ ดึงดูดกองทุน PE/VC และผู้ประกอบการแฟรนไชส์ต่างชาติ
ดังที่แสดงข้างต้น ตัวคูณการประเมินมูลค่ามีการแบ่งชั้นอย่างชัดเจน ค่ามัธยฐานของภาคธุรกิจมวยไทยที่ 4.5x EV/EBITDA ถือเป็นค่าฐานสำหรับธุรกรรมซื้อขายกิจการมวยไทยเอกชน อย่างไรก็ดี ดีลที่ได้รับการปรับแต่งและบริหารโดยที่ปรึกษามืออาชีพมักบรรลุตัวคูณที่ระดับ 5.6–7.2 เท่าอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อ การวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก.

ปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่าพรีเมียม
ได้แก่: (1) ทำเลที่ตั้ง โดยทรัพย์สินในกรุงเทพฯ/ภูเก็ตให้ตัวคูณมูลค่าสูงกว่าปกติ +0.5 เท่า (2) รูปแบบรายได้ประจำ (เช่น ระบบสมาชิก) ช่วยเพิ่มตัวคูณอีกประมาณ +0.5–1.0 เท่า (3) ความแข็งแกร่งของแบรนด์และบุคลากรที่ได้รับการรับรอง สนับสนุนการวางตำแหน่งในระดับพรีเมียม (4) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (เช่น CRM ระบบวางบิลอัตโนมัติ) บ่งชี้ถึงความพร้อมในระดับสถาบัน (CBRE Thailand, 2025) ในทางตรงกันข้าม งบการเงินที่อ่อนแอ ปัญหาสัญญาเช่า หรือความเสี่ยงจากการพึ่งพาครูมวยเพียงไม่กี่คน อาจทำให้มูลค่ากิจการถูกปรับลดลง 20–40%

กระบวนการขายธุรกิจมวยไทย 6 ขั้นตอน
ธุรกรรมการซื้อขายธุรกิจมวยไทยที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยมักดำเนินไปตามกระบวนการเชิงวินัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 9 เดือน และต้องอาศัยการดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบในทั้งหกช่วงของกระบวนการ แต่ละช่วงเปิดโอกาสเฉพาะในการเพิ่มมูลค่ากิจการและกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์สุดท้ายของดีลซื้อขายกิจการ.
ขั้นที่ 1: การประเมินเชิงกลยุทธ์และการวางตำแหน่งทางการตลาด (4 สัปดาห์)
ระยะการเตรียมความพร้อมถือเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จของดีลที่สำคัญที่สุด ครอบคลุมการปรับปรุงธุรกิจอย่างรอบด้านและการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมสมบูรณ์
กิจกรรมหลักในช่วงเตรียมการ ได้แก่
- ด้านการเงิน/QoE: สร้าง AEBITDA ใหม่ (ตัดสวัสดิการส่วนตัวของเจ้าของ และรายการพิเศษครั้งเดียวออก); กระทบยอดเงินสดกับระบบ POS/ธนาคาร; จัดทำหรือทบทวนงบการเงินตามมาตรฐาน TFRS ย้อนหลัง 3–5 ปี
- ชุดข้อมูลด้านปฏิบัติการ (Operational Pack): จำนวนสมาชิกที่ใช้งานจริง อัตรายกเลิก/การรักษาสมาชิก ARPU อัตราการเติมเต็มของแต่ละคลาส รายชื่อครูมวยและใบรับรองต่าง ๆ อัตราการจองแล้วไม่มา (no-show)
- ทรัพย์สินและกฎหมาย: ขยาย/จัดโครงสร้างสัญญาเช่าที่โอนสิทธิได้ (เป้าหมายอายุสัญญา 5–7 ปี) ใบอนุญาตประกอบการ ทรัพย์สินทางปัญญา (ชื่อแบรนด์/โลโก้/ชื่อโปรแกรม) เอกสารการจ้างงานและสัญญาผู้รับจ้าง
- ดิจิทัลและการชำระเงิน: นำระบบ CRM + การตัดบัตร/เก็บเงินอัตโนมัติ + POS แบบไร้เงินสดมาใช้ กำหนดกติกาด้านราคาและแพ็กเกจให้ชัดเจน
- สินทรัพย์ด้านแบรนด์: รูปถ่าย รีวิว ช่องทางโซเชียล พันธมิตรทางธุรกิจ; ทำหลักสูตร/แผนการสอนให้เป็นลายลักษณ์อักษร (ลำดับความก้าวหน้าของการฝึกแพด ระบบการให้ระดับ และเส้นทางสู่ทีมแข่งขัน)
- การคัดเลือกที่ปรึกษา: ใช้ที่ปรึกษา M&A ที่เชี่ยวชาญธุรกิจมวยไทย ข้อมูลชี้ว่า ที่ปรึกษามืออาชีพช่วยเพิ่มมูลค่ากิจการได้ 10–30% และเพิ่มโอกาสที่ดีลจะปิดสำเร็จเป็นสองเท่า
กรณีศึกษา: ค่ายมวยแห่งหนึ่งในภูเก็ตนำระบบ POS/CRM แบบดิจิทัลมาใช้ และปรับการรับเงินสดให้เป็นระบบ ส่งผลให้ AEBITDA เพิ่มขึ้น 22% ขณะเดียวกัน การทำสัญญาเช่าเพิ่มเติมอีก 6 ปีช่วยลบข้อกังวลสำคัญของผู้ซื้อ ช่วงการประเมินมูลค่าจึงเพิ่มจาก 3.2 เท่า เป็น 4.1 เท่า.
ขั้นที่ 2: การระบุผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์และการเสนอขายสู่ตลาด (8 สัปดาห์)
ระยะการเสนอขาย (solicitation phase) มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “การแข่งขันกันเสนอซื้อ” ผ่านการกำหนดกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายอย่างเป็นระบบ และการจัดทำสื่อการตลาดอย่างมืออาชีพ กระบวนการนี้มักก่อให้เกิดหนังสือแสดงความสนใจ (expressions of interest) จากผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสมประมาณ 3–7 รายสำหรับธุรกิจที่วางตำแหน่งได้ดี
กิจกรรมหลักในช่วงการเสนอขาย ได้แก่
- การทำแผนที่ผู้ซื้อ (Buyer mapping): ระบุเชนฟิตเนสในประเทศ ผู้ประกอบการ/แฟรนไชส์ต่างชาติ นักลงทุนแนวไลฟ์สไตล์ และกองทุน PE/venture ที่ต้องการทำ roll-up
- เอกสาร (Materials): จัดทำเอกสาร teaser จากนั้นจึงให้ผู้สนใจลงนาม NDA แล้วตามด้วยเอกสาร CIM (ความยาว 20–30 หน้า) ที่มีแดชบอร์ดตัวชี้วัด KPI (เช่น สัดส่วน MRR, อัตราการรักษาสมาชิก, CAC/LTV, การใช้คลาส) และคันโยกการเติบโต (เช่น การเปิดสาขาที่สอง ค่ายฝึก/รีทรีต)
- กระบวนการ (Process): ดำเนินการติดต่อเชิงรุกแบบตรงเป้าหมาย 25–40 ราย สร้าง data room แบบเป็นขั้นตอน และเริ่มพูดคุยกับเจ้าของพื้นที่เช่าแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมคำยินยอมในการโอนสิทธิ
กรณีศึกษา: ยิมเรือธงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ดำเนินการติดต่อผู้ซื้ออย่างมีการควบคุมจำนวน 31 ราย ได้รับการลงนาม NDA 12 ฉบับ และมีการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ 5 ครั้ง รายได้ประจำที่แข็งแรง (48%) ช่วยให้ช่วงราคาประเมินเบื้องต้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ +0.6 เท่า.
ขั้นที่ 3: รับหนังสือแสดงความสนใจ (Indications of Interest – IOIs) (4 สัปดาห์)
ระยะ IOI เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเบื้องต้นเรื่องการประเมินมูลค่าและการคัดกรองคุณสมบัติผู้ซื้อ ทรัพย์สินมวยไทยที่วางตำแหน่งได้ดีมักสร้าง IOI ได้ประมาณ 3–7 ฉบับ โดยผู้ซื้อต่างชาติมักเสนอประเมินมูลค่าสูงกว่าผู้ซื้อในประเทศอย่างสม่ำเสมอราว 15–20%
กรอบการวิเคราะห์ IOI:
- Screen IOIs: พิจารณาช่วงมูลค่าที่เสนอ (ส่วนต่าง <20%) ความชัดเจนด้านเงินสด/การจัดหาเงินทุน แผนการปิดดีลใน 6–9 เดือน และคำขอเงินลงทุน Capex ที่สมเหตุสมผล
- Qualification: ตรวจสอบดีลที่เคยปิดในธุรกิจมวยไทยมาก่อน มาตรฐานด้านการสอน และความชัดเจนเรื่องโครงสร้างตาม FBA/ทรัพย์สินของสนามมวย
- Management meetings: แสดงข้อมูลเศรษฐศาสตร์ของสมาชิก นโยบายบริหารความเสี่ยงช่วงโลว์ซีซัน โปรโตคอลรองรับอาการบาดเจ็บ และการปฏิบัติตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง/กฎระเบียบ
- Shortlist: คัดผู้เสนอซื้อ 2–3 รายเข้าสู่รอบต่อไป โดยถ่วงดุลระหว่างราคา ความแน่นอนของดีล และเส้นทางด้านกฎระเบียบ
กรณีศึกษา: สนามมวยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่คัดเลือก IOI 3 ฉบับจากทั้งหมด 6 ฉบับ โดยคงผู้ซื้อชาวไทยที่เสนอราคาต่ำกว่าเล็กน้อย (4.3 เท่า) ไว้ในกลุ่มสุดท้ายเพื่อสร้างแรงกดดันให้ผู้ซื้อต่างชาติเสนอราคาที่สูงขึ้น (4.8 เท่าพร้อมโครงสร้าง FBL).
ขั้นที่ 4: รับหนังสือแสดงเจตจำนง (Letters of Intent – LOIs) (4 สัปดาห์)
การเจรจาในขั้น LOI จะใช้เพื่อกำหนดเงื่อนไขดีลที่ผูกพันตามกฎหมาย รวมถึงมูลค่ากิจการ โครงสร้างดีล และเงื่อนไขการปิดดีล ฐานข้อมูลธุรกรรมของเราชี้ให้เห็นว่า สนามมวยที่ได้รับ LOI จากผู้ซื้อหลายราย มักได้ราคาพรีเมียมเฉลี่ยสูงกว่าสถานการณ์ที่มีผู้ซื้อรายเดียวประมาณ 8–15%
กิจกรรมหลักในช่วง LOI ได้แก่
- ด้านตัวเลข (Economics): เงินที่จ่าย ณ วันปิดดีล 70–80%; เงินพักไว้ในบัญชีเอสโครว์ 10–20% (ระยะเวลา 12–18 เดือน); และอาจมีส่วน earnout เพิ่มอีก 10–20% ผูกกับ AEBITDA หรือจำนวนสมาชิกที่ใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนคลาส
- ทุนหมุนเวียนและการปรับรายการ (WC & Adjustments): กำหนดเงื่อนไขการเลื่อนเริ่มสมาชิก บัตรของขวัญ และแพ็กเกจจ่ายล่วงหน้า รวมถึงวิธีคำนวณการพัก/คืนเงิน (ตามกฎผู้บริโภคฉบับใหม่)
- บุคลากร (People): ระบุโบนัส/ข้อตกลงการอยู่ต่อของครูมวยทีละคน แผนงานด้านวีซ่า/ใบอนุญาตทำงานหากมีครูมวยต่างชาติ
- กฎระเบียบ (Regulatory): กำหนดหมุดหมายที่ชัดเจนและระบุวันที่สำหรับเส้นทาง FBA/สนธิสัญญา Amity/BOI กำหนดช่วงเวลาผูกมัดแบบเอกสิทธิ์ 45–60 วัน พร้อมจุดเช็กอินติดตามผล
- ข้อเสนอแก้ไข (Counteroffers): เจรจาปรับปรุงเงื่อนไขสำคัญต่าง ๆ โดยใช้พลังการต่อรองจากการมีผู้เสนอซื้อหลายราย
กรณีศึกษา: สตูดิโอมวยไทยแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทสามารถเจรจาได้ตัวคูณพื้นฐาน 5.2 เท่า บวก earnout เพิ่มตามอัตราการรักษาสมาชิกในช่วง 12 เดือน (เพดาน 0.5 เท่า) การมีข้อตกลงการอยู่ต่อของครูมวยลงนามไว้ล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงของดีลอย่างมีนัยสำคัญ.
ขั้นที่ 5: การตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) (8–12 สัปดาห์)
การทำ Due Diligence เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดของธุรกรรม โดย 68% ของดีลมวยไทยที่ล้มเหลวจะเกิดขึ้นในเฟสนี้ สาเหตุหลักของความล้มเหลว ได้แก่ ประเด็นด้านกฎหมาย/การปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ไม่ได้เปิดเผย (41%) ความคลาดเคลื่อนทางการเงิน (27%) และข้อบกพร่องด้านการปฏิบัติการ (23%)
กิจกรรมสำคัญ: การบริหารจัดการกระบวนการ Due Diligence อย่างครบถ้วน ครอบคลุมด้านการเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี และประเด็นด้านกฎระเบียบ การจัดการและแก้ไขปัญหาที่พบ รวมถึงการเตรียมการเจรจาสัญญาซื้อขายกิจการ
สายงานหลักของการทำ Due Diligence:
- การเงิน (Financial): การผูกข้อมูลระหว่าง POS กับบัญชีธนาคาร นโยบายคืนเงิน/เรียกเก็บเงินคืน (chargeback) เงินเดือน/ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- กฎหมาย/สัญญาเช่า (Legal/Lease): ความสามารถในการโอนสิทธิในสัญญาเช่า ข้อจำกัดการปล่อยเช่าช่วง ขั้นบันไดค่าเช่า ป้าย/สัญลักษณ์ ข้อจำกัดด้านความจุ รวมถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและแบรนด์
- ปฏิบัติการ (Ops): สัญญาครูมวย ใบรับรองต่าง ๆ แบบฟอร์มสละสิทธิความรับผิด (liability waivers) บันทึกด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (H&S logs) การบำรุงรักษาอุปกรณ์
- ด้านกฎระเบียบ (Regulatory): เส้นทางตาม พ.ร.บ. ต่างด้าว (FBA) ใบอนุญาตทำงาน/วีซ่า การคุ้มครองผู้บริโภค (กฎยกเลิกภายใน 7 วัน / การคืนเงินตามสัดส่วน)
- Vendor DD (ฝั่งผู้ขาย): การตรวจสอบล่วงหน้า 4–6 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสการต่อรองราคาใหม่ (re-trade) และรักษาระดับราคาหัวข่าว (headline price)
- การประเมินการปฏิบัติการ (Operational Assessment): การวิเคราะห์การพึ่งพาบุคลากร การกระจุกตัวของลูกค้า (customer concentration) และการประเมินการวางตำแหน่งทางการแข่งขัน
กรณีศึกษา: ยิมระดับกลางแห่งหนึ่งเหลืออายุสัญญาเช่าเพียง 24 เดือน เจ้าของอาคารยอมขยายสัญญาเช่าเพิ่ม 5 ปี โดยเพิ่มค่าเช่าเล็กน้อย ผู้ซื้อจึงถอนข้อเสนอขอลดราคา 15% ที่วางแผนไว้ และเดินหน้าทำข้อตกลงซื้อขายหุ้น (SPA) ต่อไป.
ขั้นที่ 6: การดำเนินการตามสัญญาซื้อขายและการปิดดีล (4 สัปดาห์)
การเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายต้องอาศัยโครงสร้างดีลที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านภาษีและการจัดสรรความเสี่ยง โดยทั่วไปธุรกรรมธุรกิจมวยไทยในประเทศไทยจะใช้โครงสร้างการซื้อหุ้น (อากรแสตมป์ 0.1%) เพื่อความมีประสิทธิภาพด้านภาษี แม้ว่าการซื้อทรัพย์สิน (ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%) อาจเป็นที่นิยมมากกว่าเมื่อมีเป้าหมายเพื่อแยกความรับผิดออกจากกัน
ระยะนี้โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่อาจยืดออกไปได้หากต้องรอการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ
กิจกรรมหลักในช่วงการปิดดีล ได้แก่
- SPA: ข้อความรับรองและการรับประกัน (ด้านการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา พนักงาน การปฏิบัติตามกฎหมาย) เงื่อนไข baskets/caps ข้อห้ามแข่งขัน (2–3 ปี รัศมี 30–50 กม.) และบริการช่วงเปลี่ยนผ่าน (30–90 วัน)
- Adjustments: โครงสร้างแบบ cash-free/debt-free; เงินทุนหมุนเวียนรวมถึงรายได้รอรับ (deferred revenue) และเครดิตที่ยังไม่ได้ใช้
- Funds Flow: กลไกของบัญชีเอสโครว์; นิยาม earnout และสิทธิ์ในการตรวจสอบบัญชี
- Reg/Filings: การโอนหุ้นที่กระทรวงพาณิชย์ การชำระอากรแสตมป์; ใบอนุญาต FBL/สนธิสัญญา Amity/BOI ตามที่เกี่ยวข้อง; หนังสือยินยอมจากเจ้าของอาคารและการโอนสัญญาผู้ขายหลัก
- Transition: การส่งมอบปฏิทินการดำเนินงาน (agronomy calendar) การสื่อสารกับสมาชิก แผนกำลังคน/แรงงานตามฤดูกาล และการกำกับดูแล rate card
กรณีศึกษา: อะคาเดมีแห่งหนึ่งในป่าตองปิดดีลขายหุ้นที่ตัวคูณ 5.9 เท่า พร้อมเงินเอสโครว์ 12% และเกณฑ์อ้างอิงทุนหมุนเวียน (WC peg) ที่แคบซึ่งรวมถึงคลาสที่เลื่อนไว้ล่วงหน้า; เงินเอสโครว์ถูกปล่อยในเดือนที่ 12 โดยไม่มีการเรียกร้องเคลมใด ๆ.

มูลค่าที่สามารถวัดได้ของที่ปรึกษา M&A มืออาชีพ
การจ้างที่ปรึกษา M&A มืออาชีพช่วยสร้างคุณค่าที่สามารถวัดได้ ผ่านการยกระดับมูลค่ากิจการ เร่งระยะเวลาดำเนินการ และเพิ่มอัตราการปิดดีล การวิเคราะห์ธุรกรรมมากกว่า 240 ดีลของเราแสดงให้เห็นว่า กระบวนการขายที่ขับเคลื่อนโดยที่ปรึกษามืออาชีพมีอัตราการปิดดีลสำเร็จ 80% เทียบกับ 40% สำหรับการขายที่เจ้าของดำเนินการเอง พร้อมทั้งสร้างมูลค่าพรีเมียมจากการประเมินราคาได้ 10–30% (เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20%).

ดังแสดงในภาพที่ 3 ที่ปรึกษามืออาชีพสร้างประโยชน์หลัก 3 ประการ ดังนี้
- อัตราความสำเร็จที่สูงกว่า: ธุรกรรมที่มีที่ปรึกษานำกระบวนการมีโอกาสปิดดีลสำเร็จมากกว่าเป็นสองเท่า (อัตราการปิดดีล 80% เทียบกับ 40%) สาเหตุหลักมาจากการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ การคัดกรองผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และการแก้ไขประเด็นปัญหาเชิงรุก
- การปิดดีลที่รวดเร็วกว่า: กระบวนการแบบมืออาชีพช่วยลดระยะเวลาปิดดีลลงได้ประมาณ 25% โดยธุรกรรมที่มีที่ปรึกษานำกระบวนการใช้เวลาเฉลี่ย 8–9 เดือน เทียบกับมากกว่า 12 เดือนสำหรับดีลที่เจ้าของดำเนินการเอง
- มูลค่ากิจการที่ดีกว่า: ธุรกิจมวยไทยที่ขายผ่านที่ปรึกษามักได้มูลค่ากิจการสูงกว่าปกติ 10–30% (พรีเมียมเฉลี่ย 20%) ซึ่งแปลงเป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นระดับหลายล้านบาทให้กับเจ้าของกิจการโดยตรง
Max Solutions มีจุดเด่นจากการให้บริการแบบบูรณาการที่ผสานความเชี่ยวชาญด้าน M&A เข้ากับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกฎหมายและบัญชี ผ่านความร่วมมือกับ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านกฎหมายธุรกิจไทยมากกว่า 50 ปีในการดูแลธุรกรรมที่ซับซ้อน
โมเดลการให้บริการแบบบูรณาการนี้สร้างข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่
- ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านกฎระเบียบของไทย ครอบคลุมการดำเนินการตาม FBA, PDPA และการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพ
- เครือข่ายผู้ซื้อที่ครอบคลุมทั้งผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ
- การออกแบบโครงสร้างดีลอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มผลตอบแทนหลังหักภาษีให้สูงที่สุด
- การบริหารจัดการธุรกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นเตรียมความพร้อมจนถึงการปิดดีล
สรุปผล
การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมมวยไทยในประเทศไทย จากธุรกิจขนาดเล็กที่เจ้าของบริหารเองกระจัดกระจาย ไปสู่กิจการที่ได้รับการสนับสนุนในระดับสถาบัน สร้างโอกาสการออกจากธุรกิจ (exit) ที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับผู้ขายที่เตรียมตัวอย่างดี
ประเด็นเชิงกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
(1) การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 12–24 เดือนก่อนการขาย (ปรับงบการเงินให้เป็นปกติ จัดทำ QoE ลงทุนด้านเทคโนโลยี และต่ออายุสัญญาเช่า) สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ 8–15 เท่า
(2) การจ้างที่ปรึกษามืออาชีพ ช่วยเพิ่มรายได้จากการขายได้มากขึ้น 35–60% อัตราการปิดดีล 82% เทียบกับ 45% และทำให้ระยะเวลาดำเนินการเร็วขึ้น 30–40%
(3) การเดินหน้าตามกรอบกฎหมาย FBA และการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อขยายฐานผู้ซื้อ
(4) การประมูลแบบแข่งขัน (competitive auction) ที่มีผู้ซื้อคุณสมบัติเหมาะสม 4–6 ราย ช่วยสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา
(5) การบริหารการเปลี่ยนผ่านด้านวัฒนธรรมองค์กร เพื่อรักษามรดกของผู้ขายควบคู่กับการถ่ายโอนความเป็นเจ้าของกิจการ
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังวางแผนจะออกจากธุรกิจในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า การเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับที่ปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ พัฒนาฐานผู้ซื้อ และกำหนดจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะขายได้ในตัวคูณ EBITDA 3 เท่า หรือ 6 เท่า Max Solutions ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประสบการณ์ด้านกฎหมายของ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี ที่สั่งสมมากว่า 50 ปี และผสานความเชี่ยวชาญด้าน M&A–กฎหมาย–บัญชีแบบบูรณาการ จึงสามารถให้บริการที่ปรึกษาฝั่งผู้ขายอย่างครบวงจร ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสภาพแวดล้อมธุรกรรมธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีความซับซ้อน
ผลงานที่ผ่านมาในการทำดีลธุรกิจมวยไทยสำเร็จมากกว่า 50 ดีล ผนวกกับเครือข่ายผู้ซื้อกว่า 500 รายทั้งในและต่างประเทศ และความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบ ทำให้เราเป็นที่ปรึกษาที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เมื่อต้องการให้ความสำคัญกับความแน่นอนของดีล การเพิ่มมูลค่ากิจการ และการบริหารจัดการมรดกทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์.

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q) ระยะเวลาโดยทั่วไปในการขายธุรกิจมวยไทยในประเทศไทยคือเท่าไร?
A) กระบวนการขายที่มีการบริหารจัดการโดยมืออาชีพใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมจนถึงการปิดดีลสำหรับผู้ซื้อในประเทศ และประมาณ 12–18 เดือนสำหรับผู้ซื้อต่างชาติที่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) หรือการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ไทม์ไลน์โดยสรุป คือ: ระยะเตรียมความพร้อม (1 เดือน) ระยะเสนอขาย (2 เดือน) ช่วงรับ IOI (1 เดือน) การเจรจา LOI (1 เดือน) การทำ Due Diligence (3 เดือน) และการร่าง/ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) และปิดดีล (1 เดือน)
การขายที่เจ้าของดำเนินการเองมักใช้เวลาประมาณ 12–16 เดือน เนื่องจากการเตรียมตัวไม่ครบถ้วนและการเปลี่ยนแปลงของผู้ซื้อที่สนใจ
Q) ฉันควรคาดหวังตัวคูณมูลค่า (valuation multiple) เท่าไรสำหรับยิมมวยไทยของฉัน?
A) ตัวคูณมูลค่ามักอยู่ในช่วง 2.5–3.5 เท่าของ AEBITDA สำหรับยิมขนาดเล็ก (รายได้ ≤ 10 ล้านบาท) 3.5–5.0 เท่าสำหรับกิจการขนาดกลาง (รายได้ 10–50 ล้านบาท) และ 5.0–6.5 เท่าสำหรับเชนแบรนด์ขนาดใหญ่ (รายได้ ≥ 50 ล้านบาท)
ทำเลพรีเมียม (กรุงเทพฯ ภูเก็ต) โมเดลรายได้ประจำที่แข็งแรง ครูมวยที่ได้รับการรับรอง และเอกสารการเงินในระดับสถาบัน จะช่วยให้ได้ตัวคูณในช่วงบนของสเกล การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมร่วมกับรายงาน Quality of Earnings สามารถเพิ่มตัวคูณได้อีกประมาณ 0.5–1.0 เท่า
Q) ผู้ซื้อต่างชาติสามารถถือหุ้นธุรกิจมวยไทยในประเทศไทยได้ 100% หรือไม่?
A) กฎหมายไทยจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติในธุรกิจบริการไว้ที่ 49% ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เว้นแต่จะมีข้อยกเว้น ผู้ซื้อต่างชาติสามารถถือหุ้นส่วนใหญ่หรือควบคุมได้ 100% ผ่านช่องทางต่อไปนี้
(1) การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งให้การยกเว้น FBA
(2) สนธิสัญญาไมตรี (Treaty of Amity – สำหรับพลเมืองสหรัฐอเมริกาเท่านั้น)
(3) การออกหุ้นบุริมสิทธิ (preference shares) ที่ให้สิทธิในการควบคุม ขณะที่ยังคงสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยส่วนใหญ่ตามกฎหมาย
Max Solutions มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบโครงสร้างธุรกรรมให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้ผู้ซื้อต่างชาติเข้าร่วมลงทุนได้
Q) หากบันทึกทางการเงินของฉันเป็นแบบไม่เป็นทางการหรือเน้นเงินสดเป็นหลัก จะเกิดอะไรขึ้น?
A) การจัดการการเงินแบบไม่เป็นทางการพบได้บ่อยในธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย แต่ทำให้ผู้ซื้อขอลดราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ (ส่วนลดมูลค่าประมาณ 20–40%)
ในช่วงเตรียมความพร้อม (12–24 เดือนก่อนขาย) Max Solutions จะทำงานร่วมกับผู้ขายเพื่อทำให้งบการเงิน “เป็นปกติ” ได้แก่ การนำระบบชำระเงินดิจิทัลมาใช้ การกระทบยอดเงินสดรับกับยอดฝากธนาคาร การจัดทำงบการเงินที่ผ่านการทบทวน/สอบบัญชีย้อนหลัง 3–5 ปี และการจัดทำรายงาน Quality of Earnings กระบวนการนี้มักทำให้ AEBITDA เพิ่มขึ้น 15–30% และเพิ่มตัวคูณมูลค่าได้อีก 0.5–1.0 เท่า
Q) วิธีการแบบบูรณาการของ Max Solutions แตกต่างจากที่ปรึกษา M&A แบบดั้งเดิมอย่างไร?A) ความร่วมมือของเรากับ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี ทำให้สามารถให้บริการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ภาษี และธุรกรรมได้อย่างราบรื่นบนแพลตฟอร์มเดียว วิธีการนี้ช่วยขจัดปัญหาการประสานงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ รับรองการปฏิบัติตามกฎหมาย และลดระยะเวลาของธุรกรรมลง 25–30% พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการปิดดีลให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ.
รายการอ้างอิง
Ministry of Labour, Thailand. (2025). Thai Muay Thai industry economic impact assessment 2024.
Baker McKenzie Thailand. (2024). Foreign investment restrictions in Thailand: A practical guide.