ขายธุรกิจของคุณวันนี้

ขายธุรกิจของคุณวันนี้

คู่มือฉบับสมบูรณ์ในการประเมินมูลค่าและขายธุรกิจเครื่องสำอาง ในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ

บทสรุปผู้บริหาร

ตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลของประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 305,000 ล้านบาทในปี 2568 และยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่อัตราเติบโตปีต่อปี (YoY) ราว 11% ทำให้เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางมี “หน้าต่างโอกาส” ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการออกจากการลงทุน (Custom Market Insights, 2025)

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลลัพธ์ด้านมูลค่ากิจการขึ้นอยู่กับระดับการเตรียมความพร้อมอย่างมาก การทำดีลซื้อขายกิจการแบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ (private transactions) โดยทั่วไปมีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2–4 เท่าของ EBITDA สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึง 8–12 เท่า สำหรับธุรกิจที่เติบโตสูง ขับเคลื่อนด้วยแบรนด์ มีพอร์ตด้านกฎระเบียบที่เรียบร้อย และมีตัวเลขเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย (unit economics) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว (เช่น อัตราส่วน CLV: CAC ≥ 3:1) กระบวนการขายที่มีที่ปรึกษามืออาชีพเป็นผู้นำ มักให้ผลลัพธ์ดีกว่าการที่เจ้าของดำเนินการเองอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสร้างการเพิ่มขึ้นของมูลค่ากิจการได้ 10–30% มีอัตราการปิดดีลสำเร็จสูงขึ้นประมาณ 2 เท่า (ราว 85% เทียบกับ 45%) และใช้เวลาปิดดีลเร็วขึ้นประมาณ 33% (IMAP, 2025)

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมอย่างมีวินัย (งบการเงินตามมาตรฐาน TFRS, รายงานคุณภาพของกำไร QoE, และการจัดการพอร์ตผลิตภัณฑ์กับ อย. ให้เรียบร้อย) การบริหารจัดการผู้ซื้อที่มีศักยภาพหลายรายอย่างเป็นระบบ (มีเป้าหมายผู้ซื้อที่ผ่านการคัดกรองแล้ว 20–25 รายขึ้นไป) และการออกแบบโครงสร้างดีลให้มีประสิทธิภาพด้านภาษี (โดยมักเลือกทำดีลซื้อขายหุ้นมากกว่าซื้อขายสินทรัพย์) Max Solutions ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี (มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี) ผสานการดำเนินการด้าน M&A กฎหมาย และบัญชี เพื่อเปลี่ยนความซับซ้อนของกฎระเบียบให้กลายเป็นอำนาจต่อรองด้านราคา ขยายฐานผู้ซื้อที่เป็นไปได้ (ทั้งผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์และกองทุน PE ในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก) และเพิ่มผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีให้ได้สูงสุด

บทนำ

ประเทศไทยในปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดความงามที่มีความเคลื่อนไหวสูงที่สุดในอาเซียน โดยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงการแพร่ระบาดขึ้นมาเป็นตลาดมูลค่า 305,000 ล้านบาทในปี 2568 และมีแนวโน้มจะทะลุ 400,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โครงสร้างตลาดมีลักษณะกระจัดกระจาย มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนมากกว่า 6,600 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์รวมผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่ง ความกระจัดกระจายนี้ ประกอบกับอุปสงค์ที่เติบโตต่อเนื่องในกลุ่มสกินแคร์ (สัดส่วนราว 60%) และการฟื้นตัวของกลุ่มเมกอัพและเครื่องสำอางสี ทำให้เกิดไลน์ดีลการควบรวมกิจการและการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก สำหรับผู้ขาย นั่นหมายถึง “อำนาจในการกำหนดราคา” ที่แท้จริง หากธุรกิจมีความพร้อมสำหรับการออกจากการลงทุน (Mahanakorn Partners, 2025)

การเตรียมความพร้อมไม่ใช่เรื่อง “สวยงามเพียงผิวเผิน”: ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับ กำไร EBITDA ที่ผ่านการตรวจสอบและปรับให้เป็นค่าปกติ (audited, normalized EBITDA) เอกสารยืนยัน เศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย (unit economics) และพอร์ตสินค้า SKU ที่ได้รับการเคลียร์ด้าน อย. อย่างถูกต้อง (FDA-clean) นอกจากนี้ยังพร้อมจ่ายราคาที่สูงขึ้นสำหรับโมเดลรายได้แบบประจำ (recurring revenue models) ความหลากหลายของช่องทางจำหน่าย (ออฟไลน์/ออนไลน์/ส่งออก) และศักยภาพการขยายการดำเนินงาน (มาตรฐาน GMP การใช้กำลังการผลิต และความน่าเชื่อถือของ OEM/ODM) ในทางกลับกัน ช่องโหว่ในเรื่องการต่ออายุเลขที่จดแจ้งผลิตภัณฑ์ การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA หรือการควบคุมสต็อกที่ไม่รัดกุม ล้วนแปลงตรงไปเป็นการถูกหักราคามูลค่ากิจการ หรือทำให้การตรวจสอบสถานะ (due diligence) ไม่ผ่านได้โดยตรงผู้ขายที่ทำผลงานได้ดีกว่ามักเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้า 12–36 เดือน โดยยกระดับข้อมูลการเงินให้เป็นมืออาชีพ (รายงาน QoE และงบการเงินตามมาตรฐาน TFRS) จัดระเบียบพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ อย. ให้เรียบร้อย ปรับอัตราส่วน CLV: CAC และอัตราการแปลงยอดขายจากอีคอมเมิร์ซ (เช่น จาก 2% → 4%) และดำเนินการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือจัดโครงสร้างให้สอดคล้องต่อการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จากนั้นจึงเดินหน้ากระบวนการประมูลขายกิจการแบบแข่งขัน ที่มีที่ปรึกษามืออาชีพเป็นผู้นำดำเนินการ

ภาพรวมการประเมินมูลค่า

การประเมินมูลค่าธุรกิจเครื่องสำอางในประเทศไทยโดยหลักแล้วใช้ 3 วิธี ได้แก่

  • วิธีตัวคูณ EBITDA (พบมากที่สุดสำหรับกิจการที่มีกำไร),
  • วิธีตัวคูณ รายได้ (ใช้กับธุรกิจที่มีการเติบโตสูงหรืออยู่ในช่วงฟื้นฟูกิจการ), และ
  • วิธี อิงสินทรัพย์ (ใช้กำหนดระดับมูลค่าขั้นต่ำของกิจการ)

การวิเคราะห์ธุรกรรมล่าสุดและข้อมูลธุรกิจบริการที่มีลักษณะใกล้เคียงกันของเรา พบว่ามีช่วงมูลค่ากิจการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อมโยงกับขนาดธุรกิจ ทำเลที่ตั้ง และระดับความเป็นมืออาชีพของการดำเนินงาน.

ดังที่แสดงไว้ข้างต้น ตัวคูณในการประเมินมูลค่ากิจการสะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งชั้นอย่างชัดเจน บริษัทความงามระดับโลกมีการซื้อขายกันที่ประมาณ 13–17 เท่าของ EBITDA (ปี 2025: 17.2 เท่า) แต่ในกรณีของธุรกิจเอสเอ็มอีเอกชนในประเทศไทย การแบ่งชั้นจะขึ้นกับ “ขนาดธุรกิจ” เป็นสำคัญ (IMAP, 2025) อย่างไรก็ตาม ดีลที่ได้รับการออกแบบและบริหารโดยที่ปรึกษามืออาชีพมักจะได้ตัวคูณที่สูงกว่าอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขัน การวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

ตารางที่ 1 ตัวคูณการประเมินมูลค่าบนฐานรายได้ของธุรกิจเครื่องสำอางในประเทศไทย (พ.ศ. 2568)

ตัวคูณบนฐานรายได้ (Revenue multiples) ตามตารางที่ 1 เป็นแนวทางประเมินมูลค่าทางเลือก โดยมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีกำไรผันผวนหรือกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านการดำเนินงาน ตัวคูณเหล่านี้อยู่ในช่วงประมาณ 0.2–4 เท่าของ EBITDA โดยกลุ่มพรีเมียมที่ถูกตั้งเป้าไว้ และฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่กว่า จะสามารถเรียกได้ตัวคูณที่สูงกว่า.

กระบวนการขายธุรกิจเครื่องสำอาง 6 ขั้นตอน

การทำธุรกรรมซื้อขายธุรกิจเครื่องสำอางที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย มักดำเนินไปตามกระบวนการที่มีวินัยและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 9 เดือน และต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างพิถีพิถันในทั้งหกขั้นตอนที่แตกต่างกัน ในแต่ละขั้นตอนจะมีโอกาสเฉพาะสำหรับการเพิ่มมูลค่า และมีข้อกำหนดด้านการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์สุดท้ายของดีล

ขั้นที่ 1: การประเมินเชิงกลยุทธ์และการกำหนดตำแหน่งทางการตลาด (4 สัปดาห์)

ระยะเตรียมความพร้อมนี้ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของดีลในท้ายที่สุด โดยครอบคลุมทั้งการปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจในภาพรวม และการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมสมบูรณ์

กิจกรรมเตรียมความพร้อมที่สำคัญ ได้แก่

  • Financial hygiene: จัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS) ย้อนหลัง 3–5 ปี และสร้างสะพานเชื่อมที่ชัดเจนไปสู่ตัวเลข EBITDA ที่ปรับให้เป็นค่าปกติ (normalized EBITDA)
  • Regulatory review: ตรวจสอบการจดแจ้ง อย. ไทย ของผลิตภัณฑ์ทุกตัว และต่ออายุเลขที่จดแจ้งใด ๆ ที่จะหมดอายุภายใน 12 เดือน
  • Operating tune-ups: ปรับปรุงอัตราส่วน CLV:CAC ผลักดันอัตราการแปลงยอดขายออนไลน์จากราว 2% ให้เข้าใกล้ 4% และตัด SKU ที่มีมาร์จิ้นต่ำออก
  • Protect the brand: ยืนยันให้ชัดเจนว่าเครื่องหมายการค้า โดเมน และทรัพย์สินสร้างสรรค์ต่าง ๆ อยู่ในความเป็นเจ้าของของบริษัท
  • Advisor selection: เลือกใช้ที่ปรึกษา M&A ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเครื่องสำอาง ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ที่ปรึกษามืออาชีพช่วยเพิ่มมูลค่ากิจการได้ 10–30% และเพิ่มโอกาสปิดดีลสำเร็จเป็นสองเท่า

กรณีศึกษา: แบรนด์สกินแคร์ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งได้ต่ออายุเลขที่จดแจ้ง อย. ที่กำลังจะหมดอายุ 11 รายการ และปรับตัวเลข EBITDA ให้เป็นค่าปกติ (โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดซ้ำจำนวน 1.4 ล้านบาทออก) ส่งผลให้ตัวคูณมูลค่ากิจการเพิ่มจาก 6 เท่าเป็น 7 เท่าของ EBITDA และเพิ่มมูลค่ากิจการอีก 12 ล้านบาท.

ขั้นที่ 2: การระบุผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์และการเข้าตลาดเพื่อเสนอขาย (8 สัปดาห์)

ระยะการเสนอขายนี้จะสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันผ่านการกำหนดกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายอย่างเป็นระบบ และการจัดทำสื่อการตลาดอย่างมืออาชีพ กระบวนการนี้มักสร้าง “หนังสือแสดงความสนใจ” จากผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ประมาณ 3–7 ราย สำหรับธุรกิจที่วางตำแหน่งได้ดี

กิจกรรมสำคัญในระยะการเสนอขาย ได้แก่

  • ควรเข้าหาใคร:
    1. กองทุนไพรเวตอิควิตี้และนักลงทุนร่วมทุน (มีวินัยด้านการเงิน ได้ตัวคูณสูงขึ้นหากพิสูจน์การเติบโตได้)
    2. ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ชาวไทย (เกิดซินเนอร์ยีด้านกระจายสินค้าและค้าปลีก)
    3. ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ต่างชาติ (ใช้เป็นทางเข้าสู่ตลาดอาเซียน มักยอมจ่ายราคาพรีเมียม หาก BOI อนุญาตให้ถือหุ้นควบคุมได้)
  • เอกสาร/สื่อ: เริ่มจากเอกสารทีเซอร์แบบไม่เปิดเผยชื่อ 1 หน้า → สัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) → บันทึกข้อมูลลับสำหรับผู้ลงทุน (Confidential Information Memorandum) ความยาวประมาณ 25–35 หน้า
  • การแข่งขัน: ติดต่อผู้ซื้อที่ผ่านการคัดกรองแล้ว 20–25 ราย เพื่อให้เกิดข้อเสนอหลายฉบับ ซึ่งมักช่วยเพิ่มตัวคูณมูลค่าได้อีกประมาณ 0.8–1.2 เท่า
  • การขยายวงการแข่งขัน: กำหนดเป้าหมายผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 20–25 ราย เพื่อสร้างบรรยากาศการเสนอราคาประมูลหลายฝ่าย (multi-bid tension) ซึ่งช่วยเพิ่มตัวคูณได้อีกประมาณ 0.8–1.2 เท่า

กรณีศึกษา: บริษัทเครื่องสำอางเมกอัพแห่งหนึ่งทำการตลาดไปยังผู้ซื้อที่ผ่านการคัดกรองแล้ว 27 ราย และได้รับการสอบถามกลับ 9 ราย ส่งผลให้ตัวคูณมูลค่ากิจการเพิ่มจาก 5.5 เท่าเป็น 7.8 เท่าของ EBITDA ผ่านกระบวนการประมูลแข่งขัน.

ขั้นที่ 3: รับหนังสือแสดงความสนใจ (Indications of Interest – IOIs) (4 สัปดาห์)

ระยะ IOI เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเบื้องต้นเกี่ยวกับมูลค่ากิจการและการคัดกรองผู้ซื้อ สำหรับธุรกิจเครื่องสำอางที่วางตำแหน่งได้ดี มักจะได้รับ IOI ประมาณ 3–7 ฉบับ โดยผู้ซื้อจากต่างประเทศมักเสนอมูลค่าสูงกว่าผู้ซื้อในประเทศอย่างสม่ำเสมอราว 15–20%

กรอบการวิเคราะห์ IOI (IOI Analysis Framework):

  • Screen IOIs: เลือก IOI ที่มีช่วงมูลค่าค่อนข้างแคบ (ส่วนต่าง <20%) มีความชัดเจนด้านเงินสด/แหล่งเงินทุน มีแผนปิดดีลใน 6–9 เดือน และมีคำขอเงินลงทุน CAPEX ที่สมเหตุสมผล
  • What to compare: เปรียบเทียบความแคบ/กว้างของช่วงราคา ความแน่นอนของเงินสด ความเร็วในการปิดดีล และเส้นทางที่น่าเชื่อถือในการทำดีลภายใต้กฎ FBA/BOI
  • Shortlist: คัดเลือกผู้ซื้อ 2–3 รายเข้าสู่การประชุมกับฝ่ายบริหาร และคงผู้ซื้ออีก 1 รายไว้เป็นตัวเลือกสำรอง

กรณีศึกษา: แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมรายหนึ่งได้รับ IOI จำนวน 5 ฉบับ (ช่วง 4.8x–8.0x EBITDA) และเลือกข้อเสนอจากผู้ซื้อในประเทศที่ 7.2 เท่าของ EBITDA พร้อมกำหนดปิดดีลภายใน 90 วัน ทำให้หลีกเลี่ยงความล่าช้าด้านกฎระเบียบ 6 เดือนจากผู้ยื่นเสนอซื้อรายต่างชาติ.

ขั้นที่ 4: การรับหนังสือแสดงเจตจำนง (Letters of Intent – LOI) (4 สัปดาห์)

การเจรจาในระยะ LOI เป็นการกำหนดเงื่อนไขธุรกรรมที่มีผลผูกพัน รวมถึงมูลค่ากิจการ โครงสร้างดีล และเงื่อนไขการปิดดีล ฐานข้อมูลธุรกรรมของเราระบุว่า กิจการที่ได้รับ LOI จากผู้ยื่นหลายราย มักได้ราคาพรีเมียมเฉลี่ยสูงกว่าสถานการณ์ที่มีผู้ยื่นรายเดียวประมาณ 8–15%

กิจกรรมสำคัญในช่วง LOI ได้แก่

  • Lock key terms:
    1. ราคาและโครงสร้างดีล (โดยทั่วไป 70–90% เป็นเงินสดเมื่อปิดดีล 5–15% อยู่ในบัญชีเอสโครว์ และ 10–25% เป็นเงิน earn-out ที่ผูกกับผลการดำเนินงานในช่วง 1–3 ปี)
    2. เป้าหมายเงินทุนหมุนเวียน ระยะเวลาให้สิทธิความเป็นเอกสิทธิ์ (30–60 วัน) และเงื่อนไขการรักษาบุคลากรสำคัญ
  • Taxes: การขายหุ้นโดยทั่วไปช่วยลดภาระภาษีของผู้ขายให้เหลือน้อยที่สุด (อากรแสตมป์ประมาณ 0.1%) ในขณะที่การขายทรัพย์สินมักทำให้เกิดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่งผลให้รายรับสุทธิหลังหักภาษีลดลง
  • Counteroffers: เจรจาปรับปรุงเงื่อนไขสำคัญต่าง ๆ โดยใช้อำนาจต่อรองที่เกิดจากการแข่งขันของผู้ยื่นเสนอหลายราย

กรณีศึกษา: ธุรกิจเครื่องสำอางจากธรรมชาติรายหนึ่งได้รับ LOI โดยมีโครงสร้าง 80% เป็นเงินสดเมื่อปิดดีล 10% อยู่ในบัญชีเอสโครว์ และ 10% เป็น earn-out พร้อมทั้งเจรจาได้สิทธิความเป็นเอกสิทธิ์ 45 วันเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง.

ขั้นที่ 5: ดำเนินการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) (8–12 สัปดาห์)

กระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการ (due diligence) ถือเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดของดีล โดย 68% ของดีลธุรกิจเครื่องสำอางที่ล้มเหลวเกิดขึ้นในระยะนี้ สาเหตุหลักของความล้มเหลว ได้แก่ ประเด็นด้านกฎหมาย/การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ไม่เปิดเผยมาก่อน (41%) ความคลาดเคลื่อนด้านการเงิน (27%) และข้อบกพร่องในการดำเนินงาน (23%)

กิจกรรมสำคัญ: การบริหารจัดการกระบวนการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน ครอบคลุมด้านการเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี และกฎระเบียบ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และการเตรียมการเจรจาสัญญาซื้อขายหุ้น/ทรัพย์สิน

สายงานหลักในการทำ Due Diligence:

  • Financial tests: ตรวจสอบคุณภาพรายได้ ความสมเหตุสมผลของการปรับตัวเลขกำไร (add-backs ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้ซื้อมักไม่ยอมรับ 20–30%) และความต้องการเงินทุนหมุนเวียน พร้อมทั้งตรวจสอบสินค้าคงคลังว่ามีสินค้าเสื่อมสภาพหรือล้าสมัยหรือไม่
  • Regulatory tests: ยืนยันอีกครั้งว่ามีการจดแจ้ง อย. ไทยถูกต้องทุกสินค้า ตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการถือหุ้นของต่างชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • Commercial/operational tests: พิสูจน์อัตราส่วน CLV:CAC ผลตอบแทนของแต่ละช่องทางต่อค่าใช้จ่ายโฆษณา แผนสำรองซัพพลายเออร์ และความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า
  • Vendor DD (ฝั่งผู้ขาย): การตรวจเช็กล่วงหน้า 4–6 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสที่ผู้ซื้อจะกลับมาเจรจาต่อรองราคาใหม่ (re-trade) และรักษาระดับราคาหลักของดีล
  • Operational Assessment: วิเคราะห์การพึ่งพาบุคลากรสำคัญ ตรวจสอบความกระจุกตัวของฐานลูกค้า และประเมินตำแหน่งทางการแข่งขันของธุรกิจ

กรณีศึกษา: ผู้ผลิตเซรั่มรายหนึ่งหลีกเลี่ยงการถูกกดราคาลง 9 ล้านบาทได้ โดยต่ออายุการยื่นเอกสาร อย. สำหรับ SKU สินค้าขายดี 4 รายการ และยื่นเอกสารสูตรผลิตภัณฑ์ฉบับสมบูรณ์ครบถ้วน.

ขั้นที่ 6: การทำสัญญาซื้อขายและปิดดีล (4 สัปดาห์)

การเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างดีลที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้านภาษีและการจัดสรรความเสี่ยง ธุรกรรมซื้อขายธุรกิจเครื่องสำอางในประเทศไทยโดยทั่วไปใช้โครงสร้างการซื้อหุ้น (อากรแสตมป์ 0.1%) เพื่อความมีประสิทธิภาพด้านภาษี แม้ว่าการซื้อทรัพย์สิน (ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%) อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าเมื่อต้องการแยกความรับผิด (liability) ออกจากกัน

ระยะนี้โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่การขออนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับผู้ซื้อต่างชาติอาจทำให้ระยะเวลาดังกล่าวยืดออกไปได้

กิจกรรมสำคัญในช่วงการปิดดีล ได้แก่

  • ประเด็นหลักในสัญญา: กลไกการคำนวณและการปรับราคา ข้อแสดงตนและคำรับรอง (representations and warranties) ข้อชดใช้ค่าเสียหาย (indemnities ซึ่งมักกำหนดเพดานไว้ที่ 10–20% พร้อมบัญชีเอสโครว์ 12–18 เดือน) เงื่อนไขห้ามแข่งขัน 3–5 ปี และแผนช่วงเปลี่ยนผ่าน 6–12 เดือน
  • การอนุมัติ: เกณฑ์ของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) หรือการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ตามความจำเป็น และในกรณีดีลซื้อทรัพย์สินต้องมีการโอนเลขที่จดแจ้งผลิตภัณฑ์
  • กระแสเงิน (Funds flow): โดยทั่วไป ชำระ 70–90% เมื่อปิดดีล ส่วนที่เหลือถูกพักไว้ในบัญชีเอสโครว์ และ/หรือผูกกับเงื่อนไขการจ่าย earn-out ตามเป้าหมายผลการดำเนินงาน

กรณีศึกษา: แบรนด์เครื่องสำอางในกรุงเทพฯ รายหนึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ซื้อชาวต่างชาติสำเร็จ หลังจากตกลงเงื่อนไขห้ามแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี และระยะเวลาบริการช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน ผู้ซื้อชำระเงินสด 75% ในวันปิดดีล และอีก 25% หลังจากตรวจสอบเงินทุนหมุนเวียนเรียบร้อย ส่งผลให้การปิดดีลเป็นไปอย่างราบรื่นโดยไม่มีข้อพิพาทหลังการทำธุรกรรม.

คุณค่าที่วัดได้ของการใช้ที่ปรึกษา M&A มืออาชีพ

การว่าจ้างที่ปรึกษา M&A มืออาชีพช่วยสร้างคุณค่าที่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ ผ่านการเพิ่มมูลค่ากิจการให้สูงขึ้น เร่งระยะเวลาการทำดีลให้สั้นลง และเพิ่มอัตราการปิดดีลให้สูงขึ้น การวิเคราะห์ธุรกรรมมากกว่า 240 ดีลของเราพบว่า กระบวนการขายที่มีที่ปรึกษาเป็นผู้นำสามารถปิดดีลได้ในอัตรา 80% เทียบกับเพียง 40% สำหรับการขายที่เจ้าของดำเนินการเอง พร้อมทั้งสร้างพรีเมียมด้านมูลค่ากิจการเพิ่มขึ้น 10–30% (โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20%).

ดังที่แสดงในภาพที่ 3 การใช้ที่ปรึกษามืออาชีพให้ประโยชน์หลัก 3 ประการ คือ

  • อัตราความสำเร็จสูงกว่า: ดีลที่มีที่ปรึกษาเป็นผู้นำมีโอกาสปิดดีลได้สำเร็จมากกว่า 2 เท่า (อัตราปิดดีล 80% เทียบกับ 40%) สาเหตุหลักมาจากการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ การคัดกรองผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และการแก้ไขปัญหาเชิงรุก
  • ปิดดีลได้เร็วกว่า: กระบวนการแบบมืออาชีพช่วยลดระยะเวลาปิดดีลลงได้ราว 25% โดยดีลที่มีที่ปรึกษานำกระบวนการมักใช้เวลา 8–9 เดือน เทียบกับมากกว่า 12 เดือนสำหรับการขายที่เจ้าของดำเนินการเอง
  • มูลค่ากิจการสูงกว่า: ธุรกิจเครื่องสำอางที่ขายผ่านที่ปรึกษามักได้มูลค่ากิจการสูงกว่าประมาณ 10–30% (พรีเมียมเฉลี่ย 20%) ซึ่งแปลงเป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านบาทให้กับเจ้าของกิจการโดยตรง

Max Solutions สร้างความแตกต่างด้วยการให้บริการแบบบูรณาการ ผสานความเชี่ยวชาญด้าน M&A เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและบัญชี ผ่านความร่วมมือกับ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านกฎหมายธุรกิจไทยมากกว่า 50 ปีในการจัดการดีลที่ซับซ้อน

โมเดลแบบบูรณาการนี้ให้ข้อได้เปรียบหลายประการ ได้แก่

  • ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านกฎระเบียบของไทย ทั้งกฎหมาย FBA, PDPA และการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพ
  • เครือข่ายผู้ซื้อที่ครอบคลุมทั้งผู้ซื้อในประเทศและผู้ซื้อจากต่างประเทศ
  • การออกแบบโครงสร้างดีลอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีให้สูงสุด
  • การบริหารจัดการดีลแบบครบวงจรตั้งแต่ขั้นเตรียมการจนถึงการปิดธุรกรรม

บทสรุป

ตลาดเครื่องสำอางของไทยเป็นตลาดที่หาได้ยากซึ่งผสมผสานทั้งการเติบโตที่แข็งแกร่ง ความสนใจจากผู้ซื้อในวงกว้าง และปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจนสำหรับการสร้างมูลค่า การจะคว้ามูลค่าด้านบนของช่วงตัวคูณ EBITDA 8–12 เท่าในตลาดเอกชนปัจจุบันได้นั้น ต้องใช้มากกว่าพลังของแบรนด์; จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างพิถีพิถัน ความแม่นยำด้านกฎระเบียบ และกระบวนการขายที่มีโครงสร้างชัดเจนซึ่งสร้างการแข่งขันขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงในการดำเนินการให้เหลือน้อยที่สุด

คู่มือปฏิบัติ 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมความพร้อม การเสนอขาย การรับ IOI การรับ LOI การตรวจสอบสถานะ และการปิดดีล สามารถดำเนินการให้เสร็จได้ภายในเวลาประมาณ 9 เดือน หากเริ่มต้นด้วยการจัดทำรายงาน QoE การจัดระเบียบด้าน อย./PDPA และหลักฐานเชิงตัวเลขของเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย ในเชิงปริมาณ กระบวนการที่มีที่ปรึกษาเป็นผู้นำช่วยให้ได้ราคาขายสูงกว่า ความแน่นอนสูงกว่า และปิดดีลได้เร็วกว่า; ในเชิงเศรษฐกิจ การได้ผลตอบแทนจากค่าที่ปรึกษาในระดับ 4–7 เท่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อคำนึงถึงโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่ดีลล้มเหลวลดลงแล้ว

ด้วยโมเดลการให้บริการแบบบูรณาการของ Max Solutions ที่ผสานงาน M&A เข้ากับด้านกฎหมาย (สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี) และด้านบัญชี ผู้ขายสามารถแปลงกฎระเบียบที่ซับซ้อนให้กลายเป็นความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ ขยายฐานผู้ซื้อไปสู่ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์และกองทุน PE ระดับโลก และเพิ่มผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีให้สูงสุดผ่านการออกแบบโครงสร้างดีลอย่างชาญฉลาด หากการออกจากการลงทุนอยู่ในแผนภายในช่วง 12–36 เดือนข้างหน้า เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเร่งเตรียมความพร้อมและล็อกตัวคูณมูลค่าระดับพรีเมียมก็คือ “ตอนนี้”.

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ระยะเวลาปกติในการขายธุรกิจเครื่องสำอางในประเทศไทยคือเท่าใด?
ตอบ: กระบวนการ M&A ทั้งชุดมักกินเวลาประมาณ 9 เดือน แบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะเตรียมความพร้อม (Preparation) 1 เดือน, ระยะเสนอขาย (Solicitation) 2 เดือน, ระยะรับ IOI 1 เดือน, ระยะ LOI 1 เดือน, ระยะตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) 3 เดือน และระยะทำสัญญาซื้อขาย/ปิดดีล (Purchase Agreement/Closing) 1 เดือน อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ซื้อต่างชาติที่ต้องขออนุมัติตามกฎระเบียบ อาจทำให้ระยะเวลาดังกล่าวยืดออกไปอีกประมาณ 1–2 เดือน

2. ฉันจะประเมินมูลค่าธุรกิจเครื่องสำอางของตนเองได้อย่างไร?
ตอบ: การประเมินมูลค่าหลักใช้วิธีตัวคูณ EBITDA โดยธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท) มักอยู่ในช่วง 2–4 เท่า และธุรกิจที่เติบโตสูง (รายได้มากกว่า 50 ล้านบาท) ที่มีเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย (unit economics) ที่ดีเยี่ยม จะอยู่ในช่วง 8–12 เท่า ตัวคูณบนฐานรายได้ (0.2–4.0 เท่า) ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบทางเลือกเพิ่มเติม การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาผลการดำเนินงานทางการเงิน ความแข็งแรงของแบรนด์ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ เส้นทางการเติบโตของธุรกิจ และซินเนอร์ยีกับผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์

3. ก่อนขายธุรกิจควรให้ความสำคัญกับเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบใดบ้าง?
ตอบ: ประเด็นด้านกฎระเบียบที่สำคัญ ได้แก่

  1. ตรวจสอบพอร์ตเลขที่จดแจ้ง อย. ไทย ให้แน่ใจว่า SKU ทุกตัวมีเลขจดแจ้งที่ยังมีอายุใช้งานอย่างน้อย 12 เดือนขึ้นไป
  2. ยืนยันใบรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP)
  3. จัดทำเอกสารยืนยันการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) สำหรับฐานข้อมูลลูกค้า
  4. ตรวจสอบสถานะการได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หากมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ซื้อต่างชาติ
  5. จัดยื่นเอกสารนิติบุคคลและเอกสารภาษีให้ครบถ้วนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากร

4. ควรจัดโครงสร้างดีลเป็นการขายหุ้น (Share Sale) หรือขายทรัพย์สิน (Asset Sale) ดีกว่า?
ตอบ: การขายหุ้นให้ประโยชน์กับผู้ขายอย่างมาก เนื่องจากภาระภาษีค่อนข้างต่ำ (อากรแสตมป์ 0.1%) เมื่อเทียบกับการขายทรัพย์สินซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% สำหรับทรัพย์สินบางประเภท คิดเป็นส่วนต่างผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีประมาณ 8–12 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อต่างชาติหลายรายอาจนิยมดีลแบบขายทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้สินในอดีต ที่ปรึกษามืออาชีพจะช่วยออกแบบโครงสร้างดีลที่เหมาะสมที่สุดตามประเภทผู้ซื้อและผลกระทบด้านภาษี

5. ฉันจะเพิ่มมูลค่าธุรกิจก่อนขายได้อย่างไร?
ตอบ: การเพิ่มมูลค่าก่อนขายมุ่งเน้นที่ประเด็นต่อไปนี้

  1. ปรับตัวเลข EBITDA ให้เป็นค่าปกติ (EBITDA normalization) และจัดเตรียมงบการเงินย้อนหลัง 3–5 ปีให้ครบถ้วน
  2. ผลักดันอัตราส่วน CLV:CAC ให้สูงกว่า 3:1 ผ่านการปรับกลยุทธ์การตลาด
  3. ทำให้พอร์ตด้านกฎระเบียบสะอาด 100% (เลขที่จดแจ้ง อย. ทุกตัวต้องยังมีผลใช้งาน)
  4. เพิ่มอัตราการแปลงยอดขายช่องทางอีคอมเมิร์ซ เป้าหมายประมาณ 4%
  5. ลดความกระจุกตัวของลูกค้า (ไม่พึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย)
  6. ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อให้ธุรกิจมีคุณสมบัติรองรับการถือหุ้นโดยต่างชาติ 100%

6. แนวทางบูรณาการของ Max Solutions แตกต่างจากที่ปรึกษา M&A ทั่วไปอย่างไร?
ตอบ: ความร่วมมือของ Max Solutions กับ สำนักงานถนอมศักดิ์ทนายความและการบัญชี (Tanormsak Law Firm) ทำให้สามารถให้บริการด้านกฎหมาย ภาษี และที่ปรึกษาธุรกรรมได้อย่างไร้รอยต่อภายใต้แพลตฟอร์มเดียว ลดปัญหาประสานงานระหว่างหลายฝ่าย แก้ไขและควบคุมประเด็นด้านกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยย่นระยะเวลาทำดีลลงได้ประมาณ 25–30% พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการปิดดีลให้สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

รายการอ้างอิง

  1. Custom Market Insights. (2025). Thailand Beauty and Personal Care Market 2025-2034
  2. Deloitte. (2025). Transformational M&A Doubles Shareholder Returns
  3. Emerhub. (2025). Mergers and Acquisitions in Thailand
  4. IMAP. (2025). Strong Growth in Global Dermatology & Cosmetics Industry
  5. Mahanakorn Partners. (2025). A Beautiful Opportunity: Cosmetics Industry in Thailand
  6. PwC Thailand. (2025). Tax M&A Brochure
  7. Startup Financial Projection. (2025). Core KPIs of Cosmetics Manufacturing
  8. Thai FDA. (2025). How to Apply for Permission on Cosmetics
  9. Tokyo Consulting Firm. (2025). Mergers and Acquisitions in Thailand

Line
Phone
Email
Line
Phone
Email
Scroll to Top